You are here: Home » สามก๊กประวัติศาสตร์ » สามก๊กประวัติศาสตร์ ปี 184 AD

สามก๊กประวัติศาสตร์ ปี 184 AD

ปีซงผิงที่ 1  184AD
31 มกราคม 184 – 17 กุมภาพันธ์ 185

78

ในฤดู ใบไม้ผลิ ตองจิ๋วแห่งกิหลำ ลูกศิษย์คนหนึ่งของเตียวก๊ก  ได้ส่งสารถึงราชสำนักเปิดโปงแผนร้ายของม้าอ้วนยี่  ม้าอ้วนยี่ถูกจับกุมและลงโทษประหารชีวิตด้วยการใช้ รถม้าศึกแยกร่างที่เมืองลกเอี๋ยง

มีราชโองการให้ซานก๋งและขุนพลประจำ เมืองหลวง (ซานก๋ง  ตำแหน่งขุนนางสูงสุดสามตำแหน่ง ประกอบด้วย ไท่เว่ย (แม่ทัพใหญ่, ผู้บัญชากองทัพ) ซือถู (เสนาบดี) ซือคง (เสนาบดี)  มีหน้าที่หลักคือให้คำปรึกษาฮ่องเต้  แต่ก็มีอำนาจบริหารบ้านเมือง,  ขุนพลประจำเมืองหลวง (sili xiaowei) ขุนพลที่มีอำนาจควบคุมเจ็ดหัวเมืองในเขตเมืองหลวง) ให้ทำการจับกุมและสอบสวนขุนนางและองครักษ์ในวังหลวง  และชาวเมืองในเขตเมืองหลวงที่เชื่อในคำสอนของเตียวก๊ก   มีผู้คนมากกว่าหนึ่งพันคนถูกประหารชีวิต

ราชโองการถูกส่งมายังมณฑล กิจิ๋ว  ที่ซึ่งเตียวก๊กและเหล่าสาวกควรจะถูกจับตัว แต่พวกเขาเชื่อว่าแผนการพวกเขาถูกแพร่งพรายออกไปแล้ว   พวกเขาจึงส่งสารอย่างเร่งด่วน  ออกคำสั่งให้สาวกทุกหน่วยก่อการกบฏขึ้นพร้อมกัน   พวกเขาใช้ผ้าเหลืองมาคลุมหัวเป็นสัญลักษณ์  ชาวบ้านจึงเรียกพวกเขาว่า โจรกบฏโพกผ้าเหลือง

ในเดือนที่สอง  เตียวก๊กเรียกตัวเองเป็นเจ้าแห่งแม่ทัพสวรรค์  น้องชายของเขาเตียวโป้เป็นเจ้าแห่งแม่ทัพแผ่นดิน  เตียวเหลียง น้องอีกคนเป็นเจ้าแห่งแม่ทัพมนุษย์

ที่ทำการขุนนางทุกหนแห่งถูกเผา และทำลาย  เมืองและหมู่บ้านถูกปล้นสะดม   เหล่าขุนนางมณฑลและหัวเมืองต่าง ๆ ถูกบังคับให้ทิ้งที่ทำการและหลบหนีไป  ในเวลาสองสามอาทิตย์  ทั้งแผ่นดินก็ร่วมกับการก่อกบฏนี้  และเมืองหลวงก็ตกอยู่ในอันตรายและความหวาดกลัว

ชาวบ้านในอันผิงและกันหลิง จับกุมตัวอ๋องของพวกเขาและร่วมก่อการกบฎ

ใน เดือนที่สาม วันที่ 2 เมษายน  โฮจิ๋นผู้ดูแลโฮหลำ ถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ และได้รับตำแหน่งพระยาแห่ง Shen  เขาควบคุมกองทัพขวา, ซ้าย และทัพขนนกป่า  ร่วมด้วยกองทหารทั้งห้าของภาคเหนือ  โฮจิ๋นนำกองทัพไปตั้งค่ายที่เมืองหลวง  ที่นั่นพวกเขาได้จัดเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อรักษาความสงบในเมืองหลวง  และตั้งแต่งขุนพลให้คอยรักษาการณ์ประตูทั้งแปดของเมืองหลวง ได้แก่ (Hangu, Taigu, Guangcheng, Yique, Huanyuan, Xuanmen, Meng Crossing และ Xiaoping Crossing)

ฮ่องเต้ได้ทรงเรียกประชุมเหล่าเสนาบดีในท้องพระโรง  เจ้าเมืองเป๊กเต้ ฮองฮูสง ได้เสนอความคิดที่จะยุติการเนรเทศเหล่ากองทัพ  และควรจะแจกจ่ายทรัพย์สมบัติในวังหลวงและเหล่าม้าศึกจากสวนม้าตะวันตกให้แก่ เหล่ากองทัพ (ฮองฮูสงเป็นหลานของฮองฮูกุ๋ย)

ฮ่องเต้ได้ถามความเห็น จาก ขุนนางท้องพระโรงลิเกี๋ยง ว่าเขาคิดเช่นไรกับข้อเสนอนี้   ลิเกี๋ยงตอบว่า “การลงโทษเหล่าแม่ทัพนายกองโดยการเนรเทศนั้นได้ดำเนินการมานานแล้ว  และคนที่โดนลงโทษต่างโกรธแค้นและไม่พอใจ  แม้ว่าจะมีการอภัยโทษภายหลัง  แต่พวกเขาก็จะเข้าร่วมกองทัพของเตียวก๊ก  ก่อกบฏอยู่นี้ กบฏครั้งนี้ก็จะรุนแรงและน่าวิตก  การยุติโทษเนรเทศนั้นสายเกินไปที่จะแก้ปัญหานี้แล้ว

ข้าขอร้องให้พระองค์ทรงประหารเหล่าขุนนางของพระองค์ที่ละโมบโลภมาก  ฉ้อราษฎร์ บังหลวง  และออกประกาศนิรโทษกรรมให้แก่เหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลาย  และจัดการตรวจสอบผู้ตรวจการมณฑลและเหล่าเจ้าเมืองทั้งหลายว่าได้ประพฤติ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสมหรือไม่  เมื่อจัดการตามนี้แล้ว  ก็จะไม่มีปัญหาจากการกบฏอีก

ฮ่องเต้ทรงหวาดกลัวมากและยอมรับคำแนะนำนี้โดยดี

ใน วันที่ 5 เมษายน (renzi)  ได้มีประกาศนิรโทษกรรมให้แก่เหล่ากองทัพพร้อมกันทั่วทั้งแผ่นดิน  คนที่ถูกลงโทษเนรเทศได้รับอนุญาตให้กลับถิ่นฐานได้   มีเพียงเตียวก๊กที่ไม่ได้รับการนิรโทษ

มีการเกณฑ์เหล่าทหารที่ผ่าน การฝึกมาจากเมืองหลวง โดยมอบหมายให้แม่ทัพฝ่ายเหนือโลติด  นำทัพเข้าโจมตีเตียวก๊ก   ฮองฮูสงแม่ทัพฝ่ายซ้าย และจูฮีแม่ทัพฝ่ายขวานำทัพเข้าโจมตีกองกำลังโจรผ้าเหลือที่เองชง

ใน ตอนนั้น  ขันทีเตียวต๋ง เตียวเหยียง เห้หุย ก๊กเสง ตวนกุ๋ยและ ซงเตียน (เชียกง?)  ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระยาและการปฏิบัติอย่างดี  ฮ่องเต้มักจะพูดเสมอว่า  “ขันทีเตียวเหยียงนั้นเปรียบเหมือนบิดาข้า  ส่วนเตียวต๋งก็เหมือนดั่งมารดาข้า”

ทำให้เหล่าขันทีพากันมั่นใจใน ฐานะและอำนาจขอพวกเขามาก   เหล่าขันทีพากันสร้างคฤหาสน์ที่ใหญ่โตเหมือนวังหลวงเลยทีเดียว  มีครั้งหนึ่งที่ฮ่องเต้ต้องการที่จะปีนหอสังเกตการณ์ของวังความสงบสุขชั่วนิ รันดร์  เหล่าขันทีพากันตกใจ  กลัวว่าองค์ฮ่องเต้จะเห็นคฤหาสน์ของพวกเขา  พวกเขาจึงส่งชางต้าน ขันทีในวังสนมไปทูลว่า “โอรสสวรรค์นั้นต้องไม่ปีนขึ้นในที่สูง  เพราะถ้าฮ่องเต้องค์ใดทำเช่นนั้น  เหล่าประชาราษฎร์ก็จะได้รับความเดือดร้อนและภัยพิบัติต่าง ๆ”  หลังจากนั้น ฮ่องเต้ก็ไม่ทรงปีบหอคอยอีกเลย

เมื่อแผนการของขันทีฮองสีและเคาฮอง ได้ถูกเปิดเผย  ฮ่องเต้ได้ทรงถามเหล่าขันทีว่า “พวกเจ้ามักจะบอกข้าอยู่เสมอว่า  เหล่ากองทัพได้วางแผนก่อกบฏ  พวกเจ้าให้ข้าปลดพวกเขาออกจากตำแหน่ง  เนรเทศ และประหารชีวิตบางคน  แต่ตอนนี้ปรากฏแล้วว่าพวกเขาเป็นผู้ภักดีและข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของแผ่น ดิน  แต่เป็นพวกเจ้าต่างหากที่สมคบคิดกับเตียวก๊ก  ไหนพวกเจ้าจงบอกซิว่า มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ข้าไม่สังหารพวกเจ้าเสีย”

เหล่าขันทีพากันคุก เข่าคำนับพูดว่า  “นี่ล้วนแต่เป็นความผิดของอองฮูและเหาลำ” หลังจากนั้น  พวกเขาก็ขออนุญาตลาออกจากตำแหน่งทีละคน  และส่งสารไปเรียกญาติและคนในตระกูลที่คุมกำลังตามหัวเมืองต่าง ๆ ให้กลับมา

เตียว ต๋ง เห้หุยและขันทีคนอื่นปลอมแปลงรายงานเพื่อใส่ร้ายลิเกี๋ยงว่า  ลิเกี๋ยงได้ลอบสนทนาความลับของทางการกับเหล่าแม่ทัพนายกองว่า  เขาได้อ่านประวัติของฮัวะกวงซ้ำไปซ้ำมาหลายเที่ยว (ฮัวะกวง  ขุนนางผู้คุมอำนาจราชสำนักหลังการสวรรคตของฮ่องเต้เชาตี้  เขาตั้งหลิวเหอขึ้นเป็นฮ่องเต้  แล้วก็ปลดออก ไปแต่งตั้งหลิวผิงอี้ขึ้นเป็นแทน การเปรียบเทียบคนที่อ่านประวัติของฮัวะกวงหมายถึงขุนนางที่คิดจะใช้อำนาจ เกินพอดี)   เขาและน้องของเขาได้แผ่ขยายการฉ้อราษฎร์บังหลวงต่าง ๆ ไปทั่วแผ่นดิน  ฮ่องเต้จึงส่งขุนนางแห่งประตูเหลืองนำทหารไปจับตัว ลิเกี๋ยง มายังท้องพระโรง

เมื่อลิเกี๋ยงได้รับพระราชสาสน์  เขาโกรธมากพูดว่า “เมื่อข้าตายไป  หายนะของแผ่นดินย่อมมาถึงแน่  ถ้าคนผู้ใดได้มอบความภักดีทั้งหมดแก่แผ่นดินแล้วไซร้  ใยคนผู้นั้นกลับต้องถูกไต่สวนเยี่ยงอาชญากรแผ่นดิน”  แล้วเขาก็ฆ่าตัวตาย

เตียว ต๋งและเห้หุย  ได้ทีใส่ความต่อว่า “เมื่อลิเกี๋ยงได้รับคำสั่งเรียกตัวมาท้องพระโรง  เขาก็ไม่มีคำถามว่าเขาได้ทำความผิดอะไร  แต่กลับเดินไปยังนอกชานและฆ่าตัวตาย  นี่เป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่าเขาได้ทำความผิดจริง”   เหล่าคนในครอบครัวของลิเกี๋ยงต่างถูกจำคุกและทรัพย์สินของตระกูลถูกริบเป็น ของหลวง

ขุนนางเซี่ยงซู่แห่ง โฮลาย ได้ส่งฎีกาตำหนิเหล่าขันทีของฮ่องเต้  แต่เตียวเหยียงได้ใส่ร้าย  กล่าวหาเขาว่าเป็นหนึ่งในผู้ติดตามของเตียวก๊กและวางแผนที่จะสบคบคิดทรยศ  ร่วมมือก่อกบฏในเมืองหลวง  เขาจึงถูกจับและส่งไปยังคุกเหนือของประตูเหลืองและถูกสังหารที่นั่น

ขุน นางวังหลวงเตียวกิ๋นแห่งจงซานได้ส่งฎีกาว่า “ด้วยความเห็นอันต่ำต้อยของข้าน้อย  เหตุผลที่เตียวก๊ก สามารถเกณฑ์ชาวบ้านเข้าเป็นและก่อกบฏได้ ก็เพราะประชาชนรักและไว้ใจในตัวเขา  นั่นก็เป็นสาเหตุจากเหล่าขันทีทั้งสิบของท่านได้ส่งญาติ คนในตระกูลและข้ารับใช้ไปปกครองมณฑลต่าง ๆ

พวกเขารีดนาทาเร้น ประชาชนโดยเรียกเก็บภาษีอย่างโหดร้าย  ปล้นสะดม ชิงทรัพย์ต่าง ๆ นา ๆ  ประชาชนนั้นไม่มีทางใดที่จะบอกกล่าวความข่มขื่นใจของพวกเขาแก่ทางการ  พวกเขาจึงวางแผนก่อกบฏขึ้น  และรวมตัวกันเป็นโจรกบฏ  ขอเพียงตัดหัวเหล่าสิบขันที  เขาศีรษะของพวกเขาแขวนไว้ที่ประตูเมืองทิศใต้เพื่อเป็นสัญญาณว่าท่านสำนึก ผิดและขออภัยต่อประชาทั่วแผ่นดิน  ก็จะเป็นการแก้ปัญหาโจรกบฏโดยไม่ต้องใช้กำลังทหารเลย

ฮ่องเต้ทรงแสดง ฎีกาของเตียวกิ๋นให้เหล่าขันทีดู  พวกขันทีเมื่อได้อ่านก็พากันถอดหมวกและรองเท้าออก  คุกเข่าคำนับฮ่องเต้  ร้องขอให้จองจำพวกเขาในคุกหลวงที่ลกเอี๋ยง  พวกเขายังเสนอให้นำทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเขาไปใช้จ่ายในกองทัพ   ฮ่องเต้เห็นดั่งนั้นจึงเชื่อว่าพวกเขาบริสุทธิ์  บอกให้พวกเขาใส่หมวกและรองเท้ากลับดั่งเดิม  และให้รับใช้พระองค์ต่อไปเหมือนเช่นที่เป็นมา   พระองค์โกรธเตียวกิ๋นมาก  ตรัสว่า “เจ้าโง่คนนั้น  กล้าดียังไงถึงมากล่าวหาขันทีของข้าเป็นคนเลว”

เสมียน วังหลวงเห็นว่าฮ่องเต้ทรงคิดอย่างไร  พวกเขาจึงทำรายงานปลอมใส่ร้ายเตียวกิ๋นว่าเคยศึกษาตำราของโจรผ้าเหลืองมา ก่อน  เตียวกิ๋นจึงถูกจองจำและทรมาน จนตายในคุกที่สุด

ในวันที่ 23 เมษายน (gengzi) โจรผ้าเหลืองในลำหยงนำโดยจางม่านเจิ้งได้เข้าโจมตีเมืองและฆ่าจูกงเจ้าเมืองเสีย

ฮ่องเต้ ทรงถามความเห็นจากแม่ทัพใหญ่เอียวซี ถึงเหตุการณ์ก่อจลาจลของโจรผ้าเหลือง  เอียวซีตอบอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหา  ทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยในคำตอบของเขา

ในฤดูร้อน เดือนที่สี่  เอียวซีออกจากตำแหน่งเนื่องจากปัญหากบฎโจรผ้าเหลือง  ราชครูเต็งเซ่งจากฮองหลงได้ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แทน

ใน เวลาต่อมา  เมื่อฮ่องเต้ได้ทรงเห็นบันทึกเก่า  เขาพบว่ามีฎีกาที่เขียนโดย เอียวซีและเล่าโต๋เตือนเกี่ยวกับเตียวก๊ก  ฮ่องเต้จึงแต่งตั้งเอียวซีเป็นพระยาแห่งหลินจิ้ง และเล่าโต๋เป็น พระยาแห่งอำเภอจงเหลง

เตียวเจออกจากตำแหน่งซือคง  เตียวอุ๋นเสนาบดีการเกษตรขึ้นเป็นซือคงแทน

ฮองฮู สงและจูฮีได้รวมทัพเข้าด้วยกัน  มีกำลังทหารกว่าสี่หมื่นนาย  พวกเขานำทัพของพวกเขามุ่งเข้าโจมตีกลุ่มโจรผ้าเหลืองที่เองชง  จูฮีต่อสู้กับกบฏไป่ซัวแต่พ่ายแพ้  ทำให้ฮองฮูสงต้องนำทัพไปตั้งมั่นที่เตียงสี

โจรผ้าเหลืองแห่งยีหลำเอาชนะเตียวเขียนเจ้าเมืองได้ที่เชาหลิง

โจรผ้าเหลืองที่กวงหยางสังหารกุยซุ่นผู้ตรวจการมณทลอิวจิ๋วและเล่าอุยเจ้าเมือง

ไป่ ซัวปิดล้อมทัพฮองฮูสงที่เตียงสี  ฮองฮูสงมีทหารน้อยกว่าโจรผ้าเหลืองมาก  ทหารทุกคนพากันหวาดกลัว    แต่ฮองฮูสงสังเกตว่าค่ายกระโจมต่าง ๆ ของโจรผ้าเหลืองนั้นสร้างขึ้นด้วยหญ้าและพุ่มไม้   และแถบนั้นลมก็กรรโชกแรง  ฮองฮูสงจึงสั่งให้คนของเขาปีนกำแพงค่ายโจรผ้าเหลือง  พร้อมด้วยหญ้าแห้งติดมือไป   เขาส่งทหารกองหน้าฝีมือดี  แอบลอบไปทางลับออกมานอกแนวปิดล้อม  พวกเขาก่อกองไฟใหญ่ขึ้น  และร้องตะโกนเป็นสัญญาณ   ทหารในค่ายฮองฮูสงก็ตอบรับโดยการยกสัญญาณไฟ  ฮองฮูสงจึงนำทหารออกจากเมืองเข้าโจมตี  พร้อมด้วยเสียงกลองศึกและโห่ร้องอย่างกึกก้องของทหาร   พุ่งเข้าโจมตีแนวปิดล้อมของโจรผ้าเหลือง  เหล่ากบฏพากันหวาดกลัวและเสียขบวน

ในตอนนั้นนายกองทหารม้า  โจโฉแห่งไพก๊ก  นำทัพเสริมมาพอดี  ในเดือนที่ห้า  ฮองฮูสง โจโฉและจูฮีรวมกำลังด้วยกันเข้าโจมตี  พวกเขาเอาชนะโจรผ้าเหลืองและสังหารได้กว่าหลายหมื่น  ฮองฮูสงจึงมีความดีความชอบได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยาแห่งอำเภอเอก

โจ โก๋บิดาของโจโฉนั้นเป็นบุตรบุญธรรมของขันทีโจเท้ง  จึงไม่สามารถบอกได้ว่าบรรพบุรุษของโจโฉเป็นใครกันแน่  แม้ว่าบางบันทึกจะบอกว่าโจโฉเป็นคนในตระกูลแฮหัวมาก่อน  เมื่อโจโฉยังเด็ก  เขาเฉลียวฉลาดมาก  และสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ   แต่โจโฉก็เป็นคนเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้  บางครั้งเขาดูเหมือนจริงจัง ยึดมั่นกฎระเบียบ  แต่บางครั้งเขาก็ปล่อยตัวตามสบาย  ทำตัวเหลาะแหละ  และไม่ใสใจหน้าที่ของตนเอง   มีเพียงไม่กี่คนในตอนนั้นที่คิดว่าเขามีความสามารถ  และมีเพียงเกียวซวนและโหเง้าแห่งลำหยงที่คิดว่าโจโฉนั้นพิเศษ

เกีย วซวนพูดกับโจโฉว่า  อาณาจักรกำลังวุ่นวาย  มีเพียงอัจฉริยะแห่งยุคเท่านั้นที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้  เจ้าคือคนที่จะนำความสงบสุขกลับคืนมา

โหเง้ามองโจโฉแล้วถอนใจพูดว่า  ราชสำนักฮั่นกำลังล่มสลาย  มีเพียงชายผู้นี้ที่จะนำความสงบสุขมาสู่แผ่นดิน

เกีย วซวน พูดกับโจโฉว่า “เจ้ายังไม่มีชื่อเสียงในตอนนี้  ดังนั้นเจ้าควรที่จะขอคำทำนายจากท่านเคาซิเจียง”   เคาซิเจียงก็คือ เขาเฉียวหลานของเคาซุ่น ซึ่งเป็นคนที่มีความสามารถในการตัดสินผู้คน  และมองถึงความสามารถในตัวผู้คนที่ซ่อนอยู่  เขาและลูกพี่ลูกน้องของเขา เคาเจ้งมีชื่อเสียงมาก  พวกเขาสนใจในคนที่มาจากหัวเมืองต่าง ๆ   ทุก ๆ เดือน พวกเขาจะเตรียมโต๊ะพิธีบูชาเสมอ   เลยทำให้ทุก ๆ ต้นเดือนในเมืองยีหลำ  จะมีฝูงชนจำนวนมากมาฟังพวกเขาวิพากษ์ศีลธรรมต่าง ๆ จากเหตุการณ์ปัจจุบัน  เพราะในอดีตเขาเฉียวเคยเป็นขุนนางจารีตประเพณีของเมือง  ทำให้ขุนนางต่างพากันสำรวมกิริยาและความประพฤติ (ขุนนางจารีตประเพณี มีหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นบุตรกตัญญู หรือขุนนางที่มีความสามารถ  รายงานส่วนกลาง  คนที่ได้รับเลือกและถูกเลือกจากราชสำนักจะมีความก้าวหน้าในหน้าที่ขุนนาง มาก)

โจโฉไปหาเขาเฉียวแล้วถามว่า   “ตัวข้าถือเป็นบุคคลเยี่ยงไร”  เขาเฉียวแสดงกิริยาดูถูก เหยียดหยามเขาและปฏิเสธที่จะตอบคำถาม  โจโฉถามรุกอีก  เขาเฉียวจึงตอบว่า “เจ้านะเหรอ   ยามบ้านเมืองสงบสุข  เจ้าก็คงเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ภักดี  แต่ถ้าบ้านเมืองสับสนวุ่นวาย  เจ้านั่นแหล่ะที่จะเป็นผู้นำของความวุ่นวายทั้งปวง”  โจโฉเดินทางกลับอย่างพึงพอใจกับคำทำนายมาก

เมื่อจูฮีโจมตีโจรผ้า เหลือง  ฮกซีแห่งเป๊กเต้ผู้คุมกองทัพของเขาได้ส่งฎีกาว่า  “ข้าพระองค์ได้ยินว่า  หายนะของแผ่นดินหาได้เกิดจากภายนอกไม่  แต่กัดกินมาจากภายใน  นี่คือสาเหตุที่ทำไม  ฮ่องเต้ชุนตี้ถึงเนรเทศสี่อาชญากรก่อนจะแต่งตั้งสิบหกเสนาบดี  เขาเข้าใจอย่างดีว่า  ถ้าคนชั่วยังไม่ถูกกำจัดไปก็ไม่มีทางที่คนดีจะก้าวมาแทนที่

เวลานี้ เตียวก๊กได้ก่อกบฏในจ้าวและเว่ย  และโจรผ้าเหลืองก็ได้สร้างความวุ่นวายในหกมณฑล   นี่เป็นนิมิตหมายว่าปัญหาเกิดขึ้นภายในและแพร่สู่ข้างนอก  พวกข้าได้รับคำสั่งของพระองค์ให้ปราบปรามอาชญากร  และพวกข้าก็เชื่อฟังคำสั่งนั้น  แต่แรกเมื่อเรามาถึงเองชง  กองทัพเราได้รับชัยชนะทุกครั้ง  แม้ว่าโจรผ้าเหลืองจะมีจำนวนมาก  แต่พวกเขาก็ไม่ระคายเคืองพระองค์แม้แต่น้อย

อย่างไรก็ดี  ข้าน้อยยังกังวลว่า   แม้เราจะสามารถควบคุมสายน้ำได้  แต่เราไม่อาจควบคุมต้นน้ำได้   ในที่สุดน้ำจะท่วมไปทั่วทุกแห่งสร้างความเสียหายได้อยู่ดี   พระองค์ทรงมีพระเมตตากรุณา จริยวัตรงดงาม  น้ำพระทัยโอบอ้อมอารี  แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็เป็นข้อเสียเพราะพระองค์ไม่สามารถเข้มงวดได้   ทำให้เหล่าขันทีของพระองค์ต่างยึดครองอำนาจ  และเสนาบดีที่ภักดีก็ไม่สามารถก้าวมาแทนที่ได้

แม้ว่าเตียวก๊กจะถูก ประหารและเหล่าสาวกของเขาจะกลับตัวมาเป็นคนดี  แต่เหล่าขุนนางก็ยังวิตกว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายขึ้นไปอีก   เพราะราชสำนักในตอนนี้เหมือนดั่งเรือลำหนึ่งที่บรรทุกทั้งถ่านหินและน้ำ แข็ง   เหมือนดั่งคนที่ชั่วช้าและคนที่ดีงามไม่สามารถร่วมกันบริหารบ้านเมืองได้   เมื่อขุนนางที่ชั่วร้ายรับรู้ถึงความดีความชอบของขุนนางที่ซื่อสัตย์   พวกเขาก็เกรงว่าตัวเองจะพินาศไป   พวกเขาจะละเมิดกฎหมายและพูดคำเท็จ  ทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบและการลวงหลอกต่าง ๆ นานา  จนแม้แต่มารดาก็ยังสงสัยในตัวบุตร  ชายเพียงสามคนก็สามารถ  สร้างเสือขึ้นมาในตลาดได้(อ้างถึง Zeng Can สาวกในลัทธิขงจื้อที่เป็นคนดีมีชื่อแห่งลู่  กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีคนชื่อเดียวกับ Zeng Can ได้ก่อเหตุฆ่าคน  วันหนึ่งเมื่อมารดาของ Zeng Can ทอผ้าอยู่นอกบ้าน  มีคนเดินผ่านมาก็บอกว่า  บุตรของนางฆ่าคน  แต่นางก็ไม่เชื่อ  แต่เมื่อนางได้ยินคำพูดเหมือนกันจากคนผ่านทางคนที่สาม  นางจึงเชื่อและเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก

อีกเรื่องกล่าวถึงที่ปรึกษาถามท่านอ๋องว่า  ถ้ามีคนมาบอกท่านว่าเขาเห็นเสือในตลาด  ท่านจะเชื่อหรือไม่  ท่านอ๋องตรัสว่าไม่เชื่อ  ที่ปรึกษาจึงพูดต่อว่า  ถ้ามีขุนนางที่สองมาบอกท่านว่าเขาเห็นเสืออยู่ในตลาดด้วย  และมีขุนนางคนที่สามบอกท่านว่าเขาก็เห็นเสือในตลาดเช่นกัน  ท่านจะเชื่อหรือไม่  ท่านอ๋องบอกว่า  ข้าเชื่อ   เรื่องนี้บอกให้รู้ว่า  แม้ว่าจะเป็นเรื่องโกหก  แต่เมื่อมีคนชั่วหลายคนยืนยันบางครั้งเรื่องโกหกก็กลายเป็นเรื่องน่าเชื่อ ถือได้)  จนกว่าที่พระองค์ได้ทดสอบว่าผู้ใดที่พูดจริงหรือเท็จ   เหล่าข้ารับใช้ที่ภักดีของท่านก็เปรียบเหมือนอยู่ใน Duyou (อ้างถึง  ไป่ฉีแม่ทัพของรัฐฉินเมื่อสามร้อยปีก่อนคริสตศักราช  ซึ่งอ๋องฉินไม่โปรดปรานและลดขั้นเขาเหลือเพียงทหารเลว  และส่งเขาไปประจำที่ Duyou  หมู่บ้านนอกกำแพงเมืองจีน  ท่านอ๋องและที่ปรึกษาคิดไปเองว่า  ไป่ฉีไม่พอใจที่พวกเขาลงโทษเช่นนี้  และพยายามอ้างว่าในประกาศของ ไป่ฉีนั้นมีข้อความที่คิดก่อกบฏ   ดังนั้นอ๋องฉินจึงส่งดาบไปให้เขาเพื่อบังคับให้เขาฆ่าตัวตาย)

พระองค์ ควรจะจำเหตุการณ์ที่ฮ่องเต้ชุนตี้จัดการกับสี่อาชญากร  ท่านควรที่จะจัดการประหารที่ปรึกษาชั่ว ๆ ของท่านโดยด่วน  แล้วเหล่าขุนนางตงฉินทั้งหลายก็จะยินดีที่จะเสนอตัวออกมารับใช้  และความชั่วร้ายต่าง ๆ ก็จะหายไปในที่สุด

เมื่อเตียวต๋งได้เห็นฎีกา ฉบับนี้ก็เกิดความกังวลใจ  เมื่อ ฮกซี โจมตีโจรผ้าเหลืองเขาได้รับความดีความชอบใหญ่หลวง  และสมควรที่จะได้รับตำแหน่งพระยา   แต่เตียวต๋งก็สร้างเรื่องใส่ร้ายเขา  แต่ฮ่องเต้ทรงจำฎีกาของ ฮกซี ได้  พระองค์จึงไม่ลงโทษเขา  แต่เขาก็ไม่ได้รับรางวัลแต่อย่างใด

จางม่านเจิ้งหัวหน้าโจรผ้าเหลือง คนหนึ่งตั้งค่ายอยู่ในตำบลหนึ่งของเมืองอ้วนเซียมากว่าสามเดือน  แต่ในเดือนหก ฉินซีเจ้าเมืองลำหยงได้เข้าโจมตีและสังหารเขาเสีย

มณฑล เกียวจิ๋ว เป็นท้องที่ที่ผลิตสินค้ามีค่ามากมาย  หลาย ๆ ปีที่ผ่านมา  เหล่าผู้ตรวจการมณฑลต่างใช้อำนาจหน้าที่ของตนเองกอบโกยผลประโยชน์จากดินแดน แห่งนี้  เมื่อพวกเขาโกงเงินมากพอสมควรแล้ว  ก็จะขอย้ายตัวเองไปยังตำแหน่งอื่น

เหล่าขุนนางและชาวบ้านต่างพากัน โกรธแค้นและก่อกบฏ  พวกเขาจับตัวผู้ตรวจการและเจ้าเมืองเหอปุ้ไลต้า  ผู้นำการกบฏนี้เรียกตัวเองว่าเป็นแม่ทัพเสาหลักแห่งสวรรค์   เหล่าขุนนางในสังกัดซานก๋งจึงคัดเลือกเจี่ยซงแห่งเมืองตง  ซึ่งเป็นนายอำเภอจิ้ง  มาเป็นผู้ตรวจการมณฑลเกียวจิ๋วแทน

เมื่อ เจี่ยซงมาถึงมณฑลนี้  เขาได้สอบถามถึงสาเหตุของการก่อกบฏ  ทุกคนต่างพากันบอกเขาว่า  เพราะภาษีที่เรียกเก็บนั้นมากเกินไป  เหล่าขุนนางพยายามเอาทุกสิ่งที่ชาวบ้านมี  เมืองหลวงก็อยู่ห่างไกลเกินที่จะร้องเรียน  และไม่มีผู้ใดที่จะรับฟังปัญหาของพวกเขา  ชาวบ้านอยู่อย่างสิ้นไร้ไม้ตอก   พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อกบฏ

แล้วเจี่ยซงก็ประกาศออกไปว่าให้ชาวบ้าน ทุกคนกลับไปประกอบสัมมาอาชีพตามเดิม  แล้วเขาก็ดูแล เลี้ยงดูคนไร้ที่อยู่อาศัยและคนจรต่าง ๆ  ทำการยกเว้นภาษีและจ่ายค่าจ้างที่ติดค้างแก่เหล่าขุนนาง  และประหารคนที่เป็นผู้นำการก่อกบฏที่สร้างปัญหา  เขาทำการสอบถามเพื่อคัดเลือกขุนนางที่มีความสามารถให้เป็นหัวหน้าตำบลต่าง ๆ  ภายในหนึ่งปี  ความวุ่นวายก็สงบลง  ชาวบ้านอยู่กันอย่างสงบสุข  จนมีเพลงที่ชาวบ้านพากันร้องกันตามท้องถนนว่า
“พ่อเจี่ยมาสายเกินไป
ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ก่อกบฏ
วันนี้มีแต่สันติสุขและยินดี
ไม่มีขุนนางไหนกล้ามาขูดรีดเรา”

ฮองฮู สงและจูฮีนั้นหลังจากได้รับชัยชนะต่อโจรผ้าเหลืองที่ยีหลำและอาณาจักรเฉิน  พวกเขาก็ไล่โจมตีไป่ซัว หัวหน้าโจรผ้าเหลืองไปถึงหยงตี้   และเข้าโจมตีแพโต๋ผู้นำโจรผ้าเหลืองที่ซิหัวจัดการกับก๊กโจรผ้าเหลืองทั้ง สองก๊ก  เหล่าโจรผ้าเหลืองที่พ่ายแพ้ต่างยอมจำนนไม่ก็กระจัดกระจายไป  แล้วสามหัวเมือง (เองชง ยีหลำและเฉิน)  ก็กลับคืนสู่ความสงบ

แล้ว ฮองฮูสงก็ได้ส่งรายงานไปวังหลวงถึงความดีความชอบของจูฮีในสงคราม  จูฮีจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยาแห่งตำบลซี  และตำแหน่งแม่ทัพรองผู้ปราบปรามกบฏให้สงบเรียบร้อย  และมีราชโองการสั่งให้ฮองฮูสงเข้าโจมตีโจรผ้าเหลืองที่เมืองตง และจูฮีเข้าโจมตีที่ลำหยง

โลติดแม่ทัพรองแห่งทิศเหนือได้เข้าโจมตี เตียวก๊ก  ได้รับชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า  และสังหารและจับกุมโจรผ้าเหลืองได้มากกว่าหมื่นคน  เตียวก๊กและสาวกหลบหนีไปอยู่ที่ จงก๋ง  โลติดเข้าล้อมเมือง  สร้างกำแพงล้อมรอบและขุดคูรอบเมือง  และสร้างพื้นดินเป็นระดับเตรียมเข้าโจมตี   และตอนนั้นฮ่องเต้ก็ได้ส่งจูฮงขันทีประจำประตูเหลืองมาดูสถานการณ์  บางคนจึงบอกโลติดว่าเขาควรจะมอบของขวัญให้แก่จูฮงเมื่อลาจาก  แต่โลติดปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น

เมื่อจูฮงกลับสู่เมืองหลวง  เขาได้รายงานฮ่องเต้ว่า  มันช่างง่ายดายเหลือเกินที่จะโจมตีกบฏในจงก๋ง  แต่แม่ทัพโลติดกลับปล่อยให้ทหารของเขาพักผ่อนตามสบายอยู่หลังกำแพงค่ายที่ เข้มแข็ง  และไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าคาดหวังว่าจะมีการลงโทษโจรกบฏจากสวรรค์

ฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก  และรถขังก็ถูกส่งไปนำตัวโลติดกลับเมืองหลวงและถูกพิพากษาให้ประหารชีวิต

แม่ทัพรองแห่งทิศตะวันออก  ตั๋งโต๊ะแห่งหลงซีได้รับแต่งตั้งให้รับหน้าที่แทนโลติด

เตียว สิ้วแห่งเมืองปา  ได้ทำการรักษาผู้คนโดยการใช้เวทย์มนตร์คาถา  คำสอนของเขามีชาวบ้านเคารพเชื่อฟังเป็นจำนวนมากเหมือนอย่างเตียวก๊ก  เขาให้การรักษาโดยคิดค่าแลกเปลี่ยนเป็นข้าวห้าขัน  เขาจึงถูกเรียกเป้นอาจารย์ข้าวห้าขัน  ในฤดูใบไม้ร่วง  เดือนที่เจ็ด  เตียวสิ้วรวบรวมสาวกก่อกบฏขึ้นในหัวเมืองต่าง ๆ  ชาวบ้านต่างเรียกกบฏนี้ว่าเป็นกบฏข้าว

ในเดือนที่แปด  ฮองฮูสงต่อสู้กับโจรผ้าเหลืองที่กันติ้ง  และจับตัวโปสิดหัวหน้าโจรผ้าเหลืองไว้  ตั๋งโต๊ะเข้าโจมตีเตียวก๊กแต่ไม่สามารถเอาชนะได้จึงถูกลงโทษ  ในวันที่ 25 กันยายน (yisu)  มีราชโองการแต่งตั้งให้ฮองฮูสงเข้าโจมตีเตียวก๊กแทน

ใน เดือนที่เก้า  เล่าซูอ๋องแห่งอันผิง ได้ถูกพบว่ามีความผิดฐานไม่เคารพศาสนาและฟ้าดิน จึงถูกประหารชีวิต  และอาณาจักรของเขาถูกยกเลิกไป

ก่อนหน้านั้น เล่าซูได้ถูกโจรผ้าเหลืองลักพาตัวไป  ชาวบ้านในอาณาจักรต้องจ่ายค่าไถ่ให้นำตัวเขากลับมา  ราชสำนักจึงมีความเห็นว่าเขาเขากลับไปฟื้นฟูอาณาจักรของเขา   แต่ลิซีขุนนางที่ปรึกษาแย้งว่า  เล่าซูพบว่ามีความผิดที่ไม่สามารถปกครองอาณาจักรของตัวเองได้  เขานำความอับยศและเสื่อมเสียมาสู่ราชสำนักฮั่น  จึงไม่ควรที่จะให้เขากลับสู่อาณาจักรของเขา   แต่ราชสำนักไม่ฟังคำค้านของลิซีและตัดสินว่าเขามีความผิดที่ใส่ร้ายเชื้อ พระวงศ์จึงถูกลงโทษให้อยู่ในที่กักกันซ้าย   ชั่วเวลาไม่ถึงปี  ท่านอ๋องก็ถูกประหารและลิซีก็ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางที่ปรึกษาตามเดิม

จึง มีคำพูดที่เอ่ยถึงในเมืองหลวงว่า  ผู้พ่อไม่ปรารถนาตั้งฮ่องเต้   ผู้ลูกไม่เต็มใจตั้งท่านอ๋อง (หมายถึงลิกูเสนาบดีที่มีชื่อบิดาของลิซี ซึ่งคัดค้านการแต่งตั้งฮ่องเต้ฮวนตี้ (ฮั่นเต้))

ในฤดูหนาวเดือนที่ สิบ  ฮองฮูสงสู้กับเตียวเหลียงน้องชายเตียวก๊ก  กองทัพของเตียวเหลียงนั้นฝึกฝนมาอย่างดีและกำลังฮึกเหิม  ทำให้ฮองฮูสงไม่สามารถที่จะเอาชนะได้  ในวันต่อมา ฮองฮูสงจึงปิดประตูค่ายและบอกให้ทหารพักผ่อนและเฝ้ารอดูสถานการณ์   เขาเชื่อว่าศัตรูต้องเฝ้าระวังตัวและพร้อมออกรบ  และในคืนนั้นเขาจึงเตรียมทหารที่จะบุกโจมตี  พอรุ่งสาร  พวกเขาก็เข้าโจมตีทัพเตียวเหลียง  ต่อสู้กับโจรผ้าเหลืองตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่าย  และได้รับชัยชนะในที่สุด  สังหารเตียวเหลียงและจับกุมโจรผ้าเหลืองได้กว่าสามหมื่นคน  และมีโจรผ้าเหลืองมากกว่าห้าหมื่นคนที่หนีไปในแม่น้ำเหลืองและจมน้ำตาย

ตอนนั้น เตียวก๊กเสียชีวิตจากโรคร้ายไปแล้ว  แต่พวกทหารก็พากันพังโลงศพเขา  ตัดหัวแล้วส่งไปยังเมืองหลวง

ในเดือนที่สิบเอ็ด  ฮองฮูสงได้โจมตี เตียวโป้ น้องชายอีกคนของเตียวก๊กที่ Xiaquyang  สังหารเตียวโป้และจับเชลยได้มากกว่าหนึ่งแสนคน

แล้วฮองฮูสงก็ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพราชรถและทหารม้าซ้าย พร้อมตำแหน่งผู้ปกครองมณฑลกิจิ๋ว  และได้รับตำแหน่งพระยาแห่งห้วยลี้

ฮองฮู สงเป็นผู้นำที่เข้าใจและเห็นอกเห็นใจทหารของเขา  เมื่อกองทัพของเขาตั้งค่ายที่ใด  เขาจะอยู่จัดการจนกระโจมทหารทุกกระโจมสร้างเสร็จเรียบร้อยถึงค่อยเข้ากระโจม ที่พักตัวเอง  และเหล่าทหารต้องได้รับเสบียงก่อนอาหารก่อนตัวเขาทุกครั้ง  นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้รับชัยชนะในทุกศึกที่เขาทำ

เซียน เหลียนเกี๋ยงแห่งเป๊กเต้ได้เข้าร่วมกับโจรป่าจากฟูฮั่นและเหอกวน เพื่อก่อกบฏ  เป่ยกงไป่หยูและลิเหวินฮูแห่งกองหนุนของชนเผ่าที่ภักดีจากหวงจงถูกเลือกให้ เป็นแม่ทัพร่วมกัน  พวกเขาสังหารหลิงเช็งขุนพลผู้ปกป้องเผ่าเกี๋ยง  เปียนเตียวและหันซุยจากกิมเสียมีชื่อเสียงในมณฑลตะวันตก  พวกโจรกบฎจึงบังคับให้พวกเขาเข้าร่วมก่อการด้วยและมอบตำแหน่งผู้นำกองทัพ หนึ่งในกองทัพกบฏ  ตันอี้เจ้าเมืองกิมเสียถูกสังหาร  หัวเมืองและมณฑลต่าง ๆ ถูกโจมตีและเผาทำลาย

ก่อนหน้านั้น เจ้าเมืองบุเว่ยเป็นคนที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบเพื่อตอบสนองความโลภของ เขา  ซูเช็งเหอแห่งงอตู้ขุนนางประจำมณฑลเลียงจิ๋วได้ส่งรายงานถึงความผิดของเขา  แต่เหลียงกูผู้ตรวจการมณฑลเมื่อเห็นรายงานก็เกิดเกรงกลัวว่าตัวเองจะโดนลง โทษไปด้วย  จึงคิดจะสังหารซูเช็งเหอเพื่อจะเอาตัวรอด  เขาจึงขอคำปรึกษาจากโฮซุ่นจากตุ้นหวงขุนนางแห่งฮันหยง

ครั้งหนึ่งซู เช็งเหอเคยปฏิบัติไม่ดีต่อโฮซุ่น  จึงมีบางคนแนะนำโฮซุ่น ว่านี่คือเวลาที่ท่านจะล้างแค้นแล้ว   แต่โฮซุ่นพูดว่า  ถ้าคำแนะนำของข้าไปทำร้ายขุนนางตงฉิน  นั่นถือเป็นการไม่จงรักภักดี  ถ้าข้าฉวยโอกาสในขณะที่ผู้อื่นเดือดร้อน  นั่นถือว่าไม่เป็นสุภาพชน  ดังนั้นเขาจึงแนะนำให้เหลียงกูล้มเลิกแผนการเสียโดยบอกว่า  ถ้าท่านเลี้ยงเหยี่ยวไว้บนคอนและคอยป้อนอาหารมัน  มันก็จะจับนกมาให้ท่าน   แล้วเหตุใดท่านจึงอยากจะจับเหยี่ยวตัวนั้นมาทำอาหารกินเสียเอง   เหลียงกูจึงยอมล้มเลิกแผนการ   เมื่อซูเช็งเหอรู้เข้าจึงเดินทางไปหาโฮซุ่นเพื่อกล่าวคำขอบคุณ  แต่โฮซุ่นปฏิเสธที่จะพบเขาบอกว่า  ข้าให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ ใต้เท้าเหลียงไม่ใช่เพื่อซูเช็งเหอ  และเขาก็ยังคงไม่ชอบซูเช็งเหอเหมือนเมื่อก่อน

ต่อมาผู้ตรวจการจั่วชา งได้ทำการยักยอกเสบียงอาหารจำนวนมากจากเสบียงศึก  และโฮซุ่น ก็ได้ทัดทานเขา  จั่วชางโกรธมาก  เขาส่งโฮซุ่นพร้อมด้วยขุนนางคนอื่นอย่าง ซินเซ็งและขงชางไปตั้งค่ายแยกต่างหากและเผชิญหน้ากับกบฏใกล้อาหยาง  เขาหวังว่าโฮซุ่นจะทำผิดพลาดในการรบและเขาจะได้ลงโทษโฮซุ่น  แต่โฮซุ่น กลับได้รับชัยชนะหลายครั้งในการรบ  เมื่อเป่ยกงไป่หยูเข้าโจมตีกิมเสีย โฮซุ่น แนะให้ จั่วชางส่งกองทัพเข้าช่วยเหลือ แต่ จั่วชางไม่ยอมทำตาม

แล้ว ตันอี้ก็ถูกสังหาร  เปียนเตียวและโจรกบฏคนอื่นยกทัพมาล้อม จั่วชางที่เมืองกิ จั่วชางส่งสารขอความช่วยเหลือไปยัง โฮซุ่น และทัพอื่น ๆ   ซินเซ็งและผู้นำคนอื่นต่างลังเลและไม่เต็มใจที่จะไปช่วยเหลือ  แต่ โฮซุ่น พูดอย่างกราดกริ้วกับพวกเขาว่า  ในอดีตกาล เมื่อซวงเจี่ยมาสายไปสำหรับการแต่งตั้งเขา  สุมาเหยียงจูถึงกับประหารเขาเสีย   พวกท่านคิดว่าพวกท่านเก่งกล้าสามารถกว่าซวงเจี่ยหรือไง (สุมาเหยียงจู  แม่ทัพของรัฐฉีห้าร้อยปีก่อนคริสตศักราช  ได้สังหารซวงเจี่ย ขุนนางประจำกองทัพเนื่องจากเขามารับตำแหน่งช้าเกินไป   พลนำสารมาจากเมืองหลวงนำสารของฉีกงมาร้องขอความปราณีให้ซวงเจี่ย  แต่สุมาเหยียงจูตอบว่า  เมื่อแม่ทัพอยู่ในกองทัพ  แม่ทัพมีสิทธิ์ไม่ฟังคำสั่งจากองค์เหนือหัว) แล้วซินเซ็งกับคนอื่น ๆ ก็พากันหวาดกลัวและยกทัพตามเขาไปทันที

โฮซุ่นมาถึงเมืองกิ  เขาต่อว่าเปียนเตียวและคนอื่นถึงพฤติกรรมเลวร้ายและก่อกบฏของพวกเขา   ทั้งหมดพากันพูดว่า ถ้าผู้ตรวจการจั่วชางฟังคำแนะนำท่านตั้งแต่แรกและส่งทหารมาช่วยเรา ตอนนี้เราก็ยังคงเป็นพันธมิตรกันอยู่  แต่เหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้แล้ว  พวกเราไม่อาจยอมจำนนได้   พวกเขาจึงฝ่าวงล้อมและหนีไป

กบฏเผ่าเกี๋ยงล้อมเซี่ยหยูขุนพลผู้ปก ป้องเผ่าเกี๋ยงในที่ทำการของเขา  โฮซุ่นรวบรวมคนจากหัวเมืองต่าง ๆ เข้าช่วยเขา  พวกเขายกทัพมาถึงหูปัน แต่ก็ถูกทัพเกี๋ยงโจมตีพ่ายแพ้ไป  โฮซุ่นเหลือทหารไม่ถึงร้อยนาย  และตัวเขายังได้รับบาดแผลฉกรรจ์ถึงสามแห่ง  เขานั่งลงไม่เคลื่อนไหว  ชี้ไปยังหลักไม้บอกทางว่า  ให้ร่างของข้าฝังอยู่ ณ ที่แห่งนี้เถอะ หัวหน้าเผ่ากูจิวแห่งเกี๋ยงคนหนึ่งในเหล่าโจรกบฏ  ได้ขวางหน้าโจรกบฏไว้พูดว่า ท่านขุนนางโฮซุ่น เป็นคนดีมีความสามารถ  ถ้าผู้ใดฆ่าเขาก็ถือว่าก่ออาชญากรรมต่อสวรรค์   โฮซุ่นมองเขาแล้วสาปแช่งว่า  เจ้าสุนัขกบฏ  เจ้าจะไปรู้อะไร  จงเร่งเข้ามาฆ่าข้าเสียโดยไว
โจรกบฏทุกคนต่างมองหน้ากันแต่ไม่มีผู้ใด กล้าทำอะไร  หัวหน้าเผ่ากูจิวสละม้าของเขาให้แก่โฮซุ่น  แต่โฮซุ่นปฏิเสธ  เขาจึงโดนจับโดยพวกเกี๋ยง   พวกชนเผ่าต่างชื่นชมความภักดีและความกล้าหาญของเขา  จึงไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายเขาแต่กลับส่งตัวเขากลับไปฮันหยง ต่อมา  ผู้ตรวจการเอียวยงได้แนะนำให้แต่งตั้งเขาเป็นเจ้าเมืองฮันหยง

ทัพที่เหลืออยู่ของจางม่านเจิ้งได้เลือก เอียวฮ่องเป็นผู้นำคนใหม่  และรวบรวมโจรกบฏที่กระจัดกระจายจนมีกำลังมากกว่าหนึ่งแสนคน  พวกเขาเข้ายึดเมืองอ้วนเซีย  จูฮีและขุนนางท้องถิ่นในเกงจิ๋ว ซูคิ้วรวบรวมคนเข้าต่อสู้และล้อมโจรกบฏไว้   พวกเขาโจมตีโจรกบฏตั้งแต่เดือนหกถึงเดือนแปด  แต่ก็ไม่สามารถเอาชัยชนะได้

ขุน นางชั้นสูงบางคนในเมืองหลวงแนะนำว่า  ควรจะเรียกตัวจูฮีกลับ  แต่เตียวอุ๋น ซือคงได้เขียนถึงฮ่องเต้ว่า  ในอดีต  รัฐฉินได้ใช้ไป่ฉี รัฐเอี๋ยนใช้งักเย่ให้ประจำการชายแดน  ทั้งคู่ต่างไม่ได้ทำสงครามอะไรอยู่หลายปี  แต่ในที่สุดศัตรูของทั้งสองรัฐก็พ่ายแพ้ไป  จูฮีนั้นมีความชอบใหญ่หลวงที่เองชง  และเวลานี้เขาได้นำกองทัพต่อสู้โจรกบฏทางใต้และวางแผนการเรียบร้อยแล้ว   ตำราพิชัยยุทธต่าง ๆ ล้วนแต่ไม่แนะนำให้เปลี่ยนแม่ทัพในระหว่างรบ   เราควรจะรอเวลาอีกหลายวันหรือหลายเดือน  ในที่สุดเขาจะได้ชัยชนะ   แล้วฮ่องเต้ก็ให้จูฮีทำหน้าที่แม่ทัพตามเดิม  แล้วจูฮีก็โจมตีเอียวฮ่องพ่ายแพ้และสังหารเขาเสีย

โจรกบฏฮันต๋งเข้า ยึดอ้วนเซียอีกครั้งและต่อต้านจูฮี   จูฮีส่งกองทัพเข้าโจมตีจากทิศตะวันตกเฉียงใต้  ตีกลองศึกโห่ร้องเข้าโจมตี  ทำให้โจรกบฏทั้งหมดพากันกรูไปยังทิศนั้นเพื่อรับมือ  แล้วจูฮีก็ลอบนำทัพด้วยตัวเองไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ปีนกำแพงเข้าเมือง  ฮันต๋งถอยหนีไปยังป้อมปราการของเมือง  เกรงกลัวและร้องยอมจำนน  แม่ทัพคนอื่น ๆ คิดว่าพวกเขาควรจะยอมรับการจำนนนี้  แต่จูฮีพูดว่า ในสงคราม  ทุกสิ่งอาจจะดูเหมือนกัน  แต่ความจริงนั้นกลับแตกต่างกัน  ในอดีต  เมื่อตระกูลเซียงต่อต้านราชวงศ์ฉิน  ผู้คนต่างไม่จดจำผู้นำ  ตระกูลเซียงถึงกับต้องเสนอเงินรางวัลเพื่อเกณฑ์ทหาร   ในปัจจุบัน  ทั้งโลกล้วนแต่เป็นหนึ่งเดียวกัน  มีเพียงโจรผ้าเหลืองที่ก่อกบฏ  ถ้าเรายอมรับการยอมจำนน   มันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อชาวบ้านที่ประพฤติตัวอย่างสงบ   แต่ถ้าเราฆ่าพวกเขา  มันจะเป็นการเตือนไปยังชาวบ้านทุกคนว่าพวกเขาควรจะต่อต้านการกระทำชั่ว  ถ้าเรายอมรับการยอมจำนนของพวกเขา  ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้สำหรับพวกกบฏ   เมื่อพวกคนชั่วเห็นประโยชน์  พวกเขาก็จะโจมตีเรา  และเมื่อใดที่พวกเขารู้สึกว่าเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คิด  พวกเขาก็จะร้องขอการยอมจำนน   แล้วศัตรูราชสำนักทั่วแผ่นดินก็จะดุร้ายน่ากลัวมากขึ้น   การยอมรับการยอมจำนนไม่ใช่แผนที่ดี   แล้วเขาก็โจมตีอย่างหนักต่อไป  แต่หลังจากการต่อสู้หลายครั้ง  เขาก็ยังไม่สามารถยึดป้อมนั้นได้

จู ฮีปีนขึ้นเนินเขาเพื่อดูสถานการณ์  เขาหันไปพูดกับจางเจ้านายทหารของเขาว่า  ข้ามีแผนแล้ว  ข้าศึกนั้นมีวงล้อมที่แน่นหนาล้อมอยู่  พวกเขาย่อมรู้สึกจนตรอก  เมื่อร้องขอการยอมจำนนก็ได้รับการปฏิเสธ   พวกเขาจึงต้องการที่จะฝ่าวงล้อม  แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้  พวกเขารู้ดีว่าต้องสู้จนตัวตายแน่ ๆ   คนหมื่นคนแต่มีความคิดเดียวกันก็ยากที่จะจัดการได้  แต่เรากำลังต่อสู้กับโจรกบฏแสนคน   แผนที่ดีที่สุดคือการคลายวงล้อมและปล่อยให้ทหารเข้าเมือง  เมื่อฮันต๋งเห็นว่าวงล้อมถูกเปิดออก  เขาต้องยกทัพมาแน่  และเมื่อเขาออกจากแนวป้องกัน  เขาย่อมระวังตัวน้อยลง  นี่เป็นวิธีดีที่สุดที่จะจัดการเขา
พวกเขาจึงเปิดวงล้อม  และฮันต๋งก็นำทัพมาต่อสู้  จูฮีเข้าโจมตีและได้รับชัยชนะ  พวกเขาสังหารโจรกบฏกว่าหนึ่งหมื่นคน

ฉิน ซีเจ้าเมืองลำหยงฆ่าฮันต๋ง  และกบฏที่เหลือได้เลือกซุนเซียขึ้นเป็นผู้นำแทน  เขานำโจรกบฏที่เหลือกลับเข้าค่ายที่อ้วนเซีย  และจูฮีก็รุกโจมตีโจรผ้าเหลืองอย่างรุนแรงมากขึ้น

นายพันซุนเกี๋ยนนำ ทหารของเขาเข้าโจมตีและเป็นพวกแรกที่สามารถปีนกำแพงได้  ในวันที่ 11 มกราคม (guisi)  พวกเขาเข้าโจมตีเมืองอ้วนเซียอย่างรุนแรง  ซุนเซียหนีไปได้  แต่จูฮีก็ไล่ตามโจมตีไปถึงเนินเขาเกง  พวกเขาต่อสู้กันอีกครั้ง ทัพจูฮีได้รับชัยชนะและสังหารโจรกบฏได้อีกหนึ่งหมื่นคน

จากการศึก ครั้งนี้ทำให้ทัพของโจรผ้าเหลืองพ่ายแพ้แตกกระจัดกระจายไป  กองโจรที่เหลือล้วนต้องเผชิญหน้ากับกองทัพของมณฑลและหัวเมืองต่าง ๆ  มีโจรหลายพันคนถูกประหารในแต่ละหัวเมือง

เดือนที่สิบสองวันที่ 16 กุมภาพันธ์  มีการนิรโทษกรรมทั่วทั้งแผ่นดิน  และปีรัชกาลเปลี่ยนเป็นปีจงผิง

อ้อ งอุ้นแห่งไท่หยวน  ผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว  ได้ปราบโจรผ้าเหลืองและค้นเจอจดหมายซึ่งเขียนมาจากผู้สนับสนุนและผู้ติดตาม ของเตียวเหยียง   เขาจึงส่งจดหมายเหล่าให้กับฮ่องเต้  ฮ่องเต้ทรงกริ้วเตียวเหยียงมาก  แต่เตียวเหยียงคุกเข่าวิงวอนขอการอภัยโทษ  ในที่สุดเขาก็ไม่ได้รับการลงโทษใด ๆ เลย

ด้วยเหตุนี้ เตียวเหยียงจึงหาทางที่จะกลั่นแกล้งอ้องอุ้น  จนทำให้อ้องอุ้นถูกจำคุกในที่สุด  แต่ต่อมาก็มีการนิรโทษ  และแต่งตั้งให้อ้องอุ้นเป็นผู้ตรวจการดังเดิม  แต่ไม่ถึงสัปดาห์อ้องอุ้นก็ถูกกล่าวหาในอีกคดีหนึ่ง

เอียวซี ไม่สบายใจที่อ้องอุ้นต้องมาเดือดร้อน  อับอายและเสื่อมเสียเกียรติ  จึงส่งคนรับใช้ของเขาไปขอโทษอ้องอุ้นบอกว่า  เป็นเพราะเตียวเหยียง  ตัวท่านถึงต้องข้อหาถึงสองกระทงในหนึ่งเดือน  ศัตรูร้ายและหายนะล้วนอยู่รอบตัวท่าน  เหตุการณ์ภายภาคหน้าไม่อาจคาดเดาได้  ทางที่ดีท่านควรปลิดชีวิตตัวเองเสีย

ข้ารับใช้ของอ้องอุ้นบางคนคิด ว่าสถานการณ์มาถึงจุดอับแล้ว  พวกเขาร่ำไห้และเข้าไปหาอ้องอุ้นพร้อมกัน  เสนอให้อ้องอุ้นดื่มยาพิษฆ่าตัวตายเสีย   แต่อ้องอุ้นร้องด่าพวกเขาว่า  ตัวข้าเป็นข้าในฮ่องเต้เลนเต้  ถ้าข้าทำสิ่งใดผิดในสายตาพระเนตรพระกรรณ  ก็สมควรแล้วที่ข้าจะรับการลงโทษจากพระองค์และต้องถูกไต่สวนก่อน   ข้าจะฆ่าตัวตายไปได้อย่างไร  แล้วเขาก็ขว้างจอกยาพิษนั้นทิ้งไป   เดินออกไปนอกที่พักและเข้าไปในรถจำคุกแต่โดยดี

เมื่ออ้องอุ้นมาถึง ศาล  แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นพร้อมด้วย เอียวซี และอ้วนอุยได้ส่งฎีกาวิงวอนขอชีวิตอ้องอุ้น   และก็มีการอภัยโทษให้แก่อ้องอุ้น

Comments

comments

kazama หรือบางคนอาจจะเรียกว่า ซุนเซ็ก ตามชื่อที่ตั้งในเว็บบอร์ดสามก๊กเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากซุนเซ็กเป็นบุคคลในสามก๊กที่ประทับใจมากที่สุด จากอ่านสามก๊กฉบับพระยาคลัง(หน) ครั้งแรก แทนที่จะชอบคนในก๊กเล่าปี่อย่าง กวนอู เตียวหุย จูล่งหรือขงเบ้ง ผมกลับชอบ ซุนเซ็ก ทำให้หลงรักในง่อก๊ก และเมื่อได้อ่านสามก๊กของ Dr. Rafe de Crespigny ก็ได้เปลี่ยนมุมมองสามก๊กของผมไปตั้งแต่นั้นมา...